ค้นหาบล็อกนี้

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทคัดย่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทคัดย่อ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บทคัดย่อ (Abstract) : ความแตกต่างในการนำเสนอข่าวความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ระหว่างหนังสือพิมพ์ไทยและหนังสือพิมพ์มาเลเซีย กรณีศึกษา เหตุการณ์ความไม่สงบ หน้า สภ.อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

       สุธางศุรัตน์ สุบรรณรักษ์ (2549) ศึกษาเรื่อง “ความแตกต่างในการนำเสนอข่าวความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ระหว่างหนังสือพิมพ์ไทยและหนังสือพิมพ์มาเลเซีย กรณีศึกษา เหตุการณ์ความไม่สงบ หน้า สภ.อ.ตากใบ จ.นราธิวาส” ซึ่งได้ทำการวิเคราะห์ใน 3 ประเด็นใหญ่ๆ ได้แก่ แหล่งข่าว ประเด็นข่าว และภาพตัวแทน
       โดยในประเด็นแหล่งข่าวพบว่า หนังสือพิมพ์ไทยรัฐมีแหล่งข่าวที่ได้ถูกนำเสนอมากที่สุด (ทั้งพื้นที่และความถี่) คือ แหล่งข่าวฝ่ายที่มีอำนาจรัฐ รองลงมาคือผู้สื่อข่าว และแหล่งข่าวประเภทผู้ตรวจสอบอำนาจรัฐฝ่ายตรงข้าม และแหล่งข่าวที่ไม่ปรากฏเลย คือ ผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำของรัฐ และกลุ่มของผู้ที่มีความคิดเห็นเป็นกลาง ส่วนหนังสือพิมพ์มาเลเซีย พบว่า แหล่งข่าวที่ถูกนำเสนอมากที่สุด คือแหล่งข่าวผู้มีอำนาจรัฐซึ่งใกล้เคียงกับผู้ตรวจสอบอำนาจรัฐ รองลงมาเป็นฝ่ายประชาชน สำหรับพื้นที่ของแหล่งข่าวในหนังสือพิมพ์มาเลเซีย พบว่า แหล่งข่าวฝ่ายตรวจสอบอำนาจรัฐบาลไทยมีพื้นที่มากที่สุด และยังพบว่าหนังสือพิมพ์มาเลเซียมีการนำเสนอแหล่งข่าวที่หลากหลายมากกว่า และมีการกระจายพื้นที่และความถี่ให้แก่แหล่งข่าวหลายๆฝ่าย
      ในส่วนของประเด็นข่าว พบว่า หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเน้นการนำเสนอข่าวความเคลื่อนไหวของฝ่ายรัฐเป็นอย่างมาก ในขณะที่หนังสือพิมพ์มาเลเซียจะเน้นเสนอข่าวจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้มากกว่า และในส่วนของภาพตัวแทน พบว่า กลุ่มผู้ที่มีอำนาจรัฐมักถูกสะท้อนภาพเป็น “พระเอก” ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ส่วนในหนังสือพิมพ์มาเลเซียมักถูกสะท้อนภาพเป็น “พวกบ้าอำนาจ” กลุ่มผู้ตรวจสอบอำนาจรัฐหรือฝ่ายตรงข้ามรัฐมักถูกสะท้อนภาพเป็น “พวกไม่สร้างสรรค์” หรือ “พวกจุ้นจ้าน” ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แต่ในหนังสือพิมพ์มาเลเซียไม่ปรากฏภาษาที่สะท้อนภาพคนกลุ่มนี้
      ส่วนกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐและมาเลเซียต่างสะท้อนภาพเดียวกันนั่นคือ “เหยื่อ” หรือ “ผู้เคราะห์ร้าย” และส่วนของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบนั้น ทั้งหนังสือพิมพ์ไทยและมาเลเซียต่างสะท้อนภาพคล้ายกัน โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐสะท้อนภาพว่าเป็น “กบฏต่อแผ่นดิน” หรือ “โจรใต้” ส่วนหนังสือพิมพ์มาเลเซียสะท้อนว่า “ขบวนการแบ่งแยกดินแดน” หรือ “กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง”

ที่มา : สุธางศุ์รัตน์ สุบรรณรักษ์, “ความแตกต่างในการนำเสนอข่าวความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ระหว่างหนังสือพิมพ์ไทยและหนังสือพิมพ์มาเลเซีย กรณีศึกษา เหตุการณ์ความไม่สงบ หน้า สภ.อ.ตากใบ จ.นราธิวาส,” (สารนิพนธ์ปริญญาวารสารศาสตร์บัณฑิต คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549), น. 61 – 63.

บทคัดย่อ (Abstract) : การนำเสนอข่าวต่อเนื่องในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ กรณีศึกษาเหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ ณ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

        วันวิสาข์ พันธุวดีธร (2548) ศึกษาเรื่อง “การนำเสนอข่าวต่อเนื่องในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ กรณีศึกษาเหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ ณ อำเภอตากใบ จ.นราธิวาส“ โดยพบว่า หนังสือพิมพ์เดลินิวส์เป็นหนังสือพิมพ์ที่ให้ความสำคัญ และเกาะติดสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการรายงานข่าวเป็นประจำ และมักจัดให้อยู่ในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เสมอ นอกจากข่าวแล้วหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ยังได้นำเสนอประเด็นดังกล่าวในรูปของบทบรรณาธิการ บทความ และรายงานพิเศษต่างๆอีกด้วย แต่ทว่า แหล่งข่าวของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์มักจะเป็นแหล่งข่าวที่มาจากรัฐบาลและหน่วยงานราชการเป็นส่วนมาก ซึ่งถึงแม้จะเป็นแหล่งข่าวที่มีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ แต่ก็จัดว่าเป็นข้อมูลเพียงด้านเดียวเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่ครอบคลุมข้อเท็จจริงทั้งหมดเสมอไป และยิ่งกว่านั้นอาจมีคำสั่งจากเบื้องบนให้ปกปิดข้อมูล หรือให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันก็ได้

ที่มา : วันวิสาข์ พันธุวดีธร, “การนำเสนอข่าวต่อเนื่องในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ กรณีศึกษาเหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ ณ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส,” (สารนิพนธ์ปริญญาวารสารศาสตร์บัณฑิต คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548), น. 41 – 42

บทคัดย่อ (Abstract) : ทัศนะของชาวมุสลิมที่มีต่อการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน กรณีศึกษา สถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

     วนัสนันทร์ มะยูนุ (2549)  ศึกษาเรื่อง “ทัศนะของชาวมุสลิมที่มีต่อการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน กรณีศึกษา สถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกชาวไทยมุสลิมจำนวน 21คน พบว่า ชาวไทยมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีทัศนะเกี่ยวกับเนื้อหาข่าวที่สื่อมวลชนนำเสนอเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบในทางลบมากกว่าทางบวก นั่นคือ เน้นแต่การนำเสนอความรุนแรง ความโหดเหี้ยม ความสูญเสีย ความต้อยต่ำ ความล้าหลัง และความงมงายในศาสนา และมีทศนะเกี่ยวกับภาพข่าวที่สื่อมวลชนนำเสนอเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวว่า เน้นการนำเสนอภาพข่าวความรุนแรงของเหตุการณ์ เช่น ภาพคนตาย –บาดเจ็บ ภาพการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ภาพการทำลายล้างของระเบิด และภาพข่าวที่เน้นความต้อยต่ำ ความล้าหลัง วิถีชีวิตและความเชื่อที่แตกต่างจากชนกลุ่มอื่น และยังพบว่าสื่อมวลชนมักไม่นำเสนอประเด็นข่าวที่เปิดโอกาสให้ชาวไทยมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แสดงออกซึ่งทัศนะที่มีต่อสถานการณ์ความรุนแรงดังกล่าวอีกด้วย

ที่มา : วนัสนันทร์ มะยูนุ, “ทัศนะของชาวมุสลิมที่มีต่อการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน กรณีศึกษา สถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้,” (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะนิเทศศาสตร์สารสนเทศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, 2549), น. บทคัดย่อ.

บทคัดย่อ (Abstract) : พฤติกรรมการเปิดรับ ความรู้และทัศนคติ ของชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมในเขตกรุงเทพมหานคร ต่อการเสนอข่าวความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของสื่อมวลชน

       พิมพิดา โยธาสมุทร (2549) ศึกษาเรื่อง “พฤติกรรมการเปิดรับ ความรู้ และทัศนคติ ของชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมในเขตกรุงเทพมหานคร ต่อการเสนอข่าวความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาค ใต้ของสื่อมวลชน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่า ภายหลังจากที่ผู้รับสารทั้งสองกลุ่มนั่นคือชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมในเขตกรุงเทพมหานคร ได้เปิดรับข่าวสารประเด็นดังกล่าวจากสื่อมวลชนแล้ว ข่าวสารนั้นจะส่งผลต่อพฤติกรรม ความรู้ ความคิดเห็นและทัศนคติต่อผู้รับสารอย่างไรบ้าง ซึ่งจากการศึกษาพบว่าภายหลังจากได้รับข่าวสารจากสื่อมวลชนแล้ว ผู้รับสารทั้งสองกลุ่มต่างมีพฤติกรรมต่อคนในสังคมตามมา โดยที่ชาวไทยพุทธส่วนใหญ่ได้รับความรู้ข่าวสารเกี่ยวกับความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้จากสื่อมวลชนเป็นที่แรกและเป็นที่เดียว ผนวกกับประสบการณ์ที่แตกต่างกันของบุคคลจึงทำให้เกิดทัศนคติ  2 แบบ คือทัศนคติด้านบวกซึ่งจะส่งผลให้บุคคลมีพฤติกรรมเข้าใจ เห็นใจ และทัศนคติด้านลบจะส่งผลให้เกิดพฤติกรรมต่อต้าน เหยียบหยาม และไม่ไว้ใจ ส่วนชาวไทยมุสลิมก็ได้รับข่าวสารเกี่ยวกับความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้จากสื่อมวลชนเป็นส่วนหลัก แต่ความรู้เกี่ยวกับศาสนาและวัฒนธรรมของชาวมุสลิมนั้นได้มาจากประสบการณ์วัยเด็กและสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ ส่วนทัศนคติของกลุ่มนี้มักเป็นทัศนคติเชิงบวกในแง่การสงสารเห็นใจ แต่พบว่าในส่วนของพฤติกรรมที่ได้รับจากคนในสังคมนั้น คนกลุ่มนี้ได้รับพฤติกรรมในด้านร้ายหลายระดับ เช่น การแสดงออกทางสายตา ท่าทาง น้ำเสียง ลักษณะการพูดจา การจงใจใช้คำพรุศวาส และการดูถูกเหยียดหยามต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่าสื่อมวลชนเพียงการนำเสนอข้อเท็จจริง โดยลืมที่จะเสนอเรื่องราวที่ก่อให้เกิดความเข้าใจ อีกทั้งยังขาดความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องเรื่องศาสนา อัตลักษณ์ และชาติพันธุ์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่เข้าใจกันของคนในสังคมได้

ที่มา : พิมพิดา โยธาสมุทร,“พฤติกรรมการเปิดรับ ความรู้และทัศนคติ ของชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมในเขตกรุงเทพมหานคร ต่อการเสนอข่าวความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของสื่อมวลชน ,” (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549), น. บทคัดย่อ.

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บทคัดย่อ (Abstract) : กลยุทธ์และประสิทธิภาพการสื่อสารการตลาดขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวออสเตรเลียในประเทศไทย ในปี พ.ศ.2543

      ศุภวงศ์ โหมวานิช (2543) ได้ศึกษาเรื่องกลยุทธ์และประสิทธิภาพการสื่อสารการตลาดขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวออสเตรเลียในประเทศไทย ในปี พ.ศ.2543 โดยผลการศึกษาพบว่า องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวออสเตรเลียใช้แนวทางการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ โดยกำหนดให้ประเทศออสเตรเลียใช้แนวทางการสื่อสารแบบบูรณาการ โดยกำหนดให้ประเทศออสเตรเลียเป็นสินค้า มีตราสินค้าว่า ตราออสเตรเลีย (Brand Australia) มีพันธกิจหลักในการนำประเทศออสเตรเลียออกสู่ตลาดนานาชาติ เพื่อให้เป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศเลือกเดินทางไป เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของชาวออสเตรเลีย มีแนวทางในการปฏิบัติงานโดยการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แสดงความเป็นผู้นำ ความเป็นมืออาชีพ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และความเป็นเลิศในทุกด้าน รวมทั้งการมอบประสบการณ์ที่มีคุณภาพแก่นักท่องเที่ยวและ อนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ วัฒนธรรมและสังคมอันเป็นเอกลักษณ์ของออสเตรเลีย องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวออสเตรเลียใช้กลยุทธ์ในการสื่อสารการตลาด โดยแบ่งกิจกรรมการสื่อสารเป็นสองส่วน คือกิจกรรมที่ทำกับกลุ่มผู้บริโภคโดยผ่านสื่อมวลชน ได้แก่ การโฆษณา การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การประชาสัมพันธ์ การจัดสื่อมวลชนสัญจรและการจัดกิจกรรมพิเศษ  

บทคัดย่อ (Abstract) : เจตคติ และความประทับใจของชาวต่างประเทศที่ได้มาเยี่ยมประเทศไทย

     บุษบา สุธีธร และ ภัสวลี นิติเกษตรสุนทร (2541) ได้ทำรายการวิจัยเรื่องเจตคติ และความประทับใจของชาวต่างประเทศที่ได้มาเยี่ยมประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2541 พบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทย รู้จักประเทศไทยจากสื่อบุคคล ได้แก้ ญาติ พี่น้อง เพื่อน เป็นต้น รองลงมาคือ คู่มือนำเที่ยว และในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวจะติดตาม ข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวจากสื่อประเภทแผ่นพับ จดหมายข่าวที่มีแจกตามสถานที่ต่างๆ รวมทั้งการพูดคุยกับนักท่องเที่ยวด้วยกันหรือรับคำแนะนำจากบริษัทตัวแทนท่องเที่ยว แรงจูงใจสำคัญก่อนการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยคือ การทราบว่ามีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม และระหว่างที่เดินทางท่องเที่ยวอยู่มีความประทับใจมากในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อาหารไทย การจับจ่ายซื้อของ ที่พัก ค่าใช้จ่ายระหว่างพำนักในประเทศ วัฒนธรรม ประเพณีไทย แหล่งท่องเที่ยวมรดกโลก เครื่องอำนวยความสะดวกและบริการนักท่องเที่ยว ผลการวิจัยมีข้อเสนอแนะว่า ควรให้ความสำคัญกับความต้องการที่แท้จริง ของนักท่องเที่ยวกลุ่มสตรี และผู้สูงอายุให้มากขึ้นเนื่องจากอัตราการเพิ่มของภูมิภาค โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีลักษณะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนอกจากนั้น ในแง่สื่อที่ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยนอกจากสื่อมวลชนแล้วนักท่องเที่ยวนิยมใช้สื่ออินเทอร์เน็ตมากขึ้น ดังนั้น ควรใช้ประโยชน์จากสื่อนี้ให้มากขึ้น ประกอบกับสำนักงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในต่างประเทศควรทำหน้าที่การตลาดแบบครบวงจรให้ได้ในกลุ่มประเทศที่ตั้งสำนักงาน

ที่มา : บุษบา สุธีธร และ ภัสวลี นิติเกษตรสุนทร, "เจตคติและความประทับใจของชาวต่างประเทศที่ได้มาเยี่ยมประเทศไทย," (รายงานการวิจัยได้รับทุนอุดหนุนจากสำนักงานคณะกรมการวัฒนธรรมแห่งชาติกระทรวงศึกษาธิการ, 2541). น. บทคัดย่อ.

บทคัดย่อ (Abstract) : การกำหนดนโยบายและแผนการสื่อสารเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว: ลักษณะเฉพาะกรณีพฤติกรรมกรรมการรับข่าวสารของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

     วิไลลักษณ์ สุวจิตตานนท์ (2533) ได้ทำวิจัยเรื่องการกำหนดนโยบายและแผนการสื่อสารเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ศึกษาเฉพาะกรณีพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อปี 2532 พบว่า นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่มาเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้น เปิดรับสื่อหนังสือพิมพ์เป็นส่วนมาก รองลงมาได้แก่ วิทยุ และ โทรทัศน์ และนิตยสาร ตามลำดับ ลักษณะการได้รับข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับจังหวัด พระนครศรีอยุทธยา ส่วนใหญ่แล้วได้รับก่อนเดินทาง โดยได้รับข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทั้งภายนอกและภายในประเทศไทย และยังพบว่าแหล่งข้อมูลหรือสื่อนอกประเทศไทยที่เป็นสื่อระหว่างบุคคลที่เป็นทางการส่วนมากแล้วเป็นบริษัทนำเที่ยว รองลงมาคือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสื่อสิ่งพิมพ์เฉพาะกิจ ส่วนมากนักท่องเที่ยวได้รับจากหนังสือนำเที่ยว รองลงมาคือ จุลสาร (Brochures) และสื่อมวลชนก็เช่นเดียวกันคือ ส่วนมากเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร รองลงมาเป็นโทรทัศน์


ที่มา :  วิไลลักษณ์ สุวจิตตานนท์, "การกำหนดนโยบายและแผนการสื่อสารเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว: ลักษณะเฉพาะกรณีพฤติกรรมกรรมการรับข่าวสารของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา," (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรศาสตร์,2533),น.บทคัดย่อ.

บทคัดย่อ (Abstract) : ปัจจัยการสื่อสารการตลาดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเลือกชมภาพยนตร์ไทย

     สิรฎา เกตุเอี่ยม (2545) ได้ศึกษาเรื่องปัจจัยการสื่อสารการตลาดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเลือกชมภาพยนตร์ไทย พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลค่อนข้างมากต่อพฤติกรรมการเลือกชมภาพยนตร์ไทยได้แก่ ปัจจัยด้านองค์ประกอบภาพยนตร์และปัจจัยด้านการโฆษณา ปัจจัยด้านองค์ประกอบภาพยนตร์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดได้แก่ ความแปลกใหม่ของภาพยนตร์ ปัจจัยด้านการโฆษณา ได้แก่ ตัวอย่างภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ ปัจจัยด้านประชาสัมพันธ์ ได้แก่ ตัวอย่างภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ ปัจจัยด้านการส่งเสริมการขาย ได้แก่ การแจกของแถมเมื่อซื้อบัตรชมภาพยนตร์ ปัจจัยด้านกิจกรรมการสื่อสารการตลาด ได้แก่ ภาพจากภาพยนตร์ที่ปรากฎบนสินค้าอื่นๆ ส่วนปัจจัยบุคคล ได้แก่ คำแนะนำของเพื่อน กลุ่มตัวอย่างส่วนมากชมภาพยนตร์ไทย เฉลี่ย 3-4 เรื่องต่อปี เหตุผลเพื่อความบันเทิง และมักไปชมในช่วงสัปดาห์แรก และพบว่าลักษณะทางประชากร ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ มีความสัมพันธ์กับอิทธิพลของปัจจัยการสื่อสารการตลาดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และระดับอิทธิพลของปัจจัยการสื่อสารการตลาดมีความสัมพันธ์กับจำนวนภาพยนตร์ไทยที่ชมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เช่นเดียวกัน

ที่มา : สิรฎา เกตุเอี่ยม.(2545).ปัจจัยการสื่อสารการตลาดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเลือกชม ภาพยนตร์ไทย. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

บทคัดย่อ (Abstract) : กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดภาพยนตร์อเมริกันของบริษัท ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย

     จุฑาภา ยศสุนทรากุล (2543)ได้ศึกษาเรื่องกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดภาพยนตร์อเมริกันของบริษัทผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย พบว่า การวางแผนการสื่อสารการตลาดภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องทาร์ซาน เริ่มต้นตั้งแต่การกำหนดโปรแกรมการฉายในช่วงเวลาที่เหมาะสม การค้นหาจุดขายภาพยนตร์ การเตรียมการในการสื่อสารการตลาด การคัดเลือกสื่อและวิธีการในการเผยแพร่ การกำหนดงบประมาณที่เหมาะสม และการสื่อสารตลาดต้องเป็นไปตามระยะเวลาของตัวภาพยนตร์ การสื่อสารการตลาดให้ประสบความ สำเร็จนั้นจะต้องมีการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสื่อ ซึ่งบริษัท บัวนาวิสต้า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มีความสัมพันธ์กับสื่อแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการในการเป็นผู้ให้ข้อมูลของรางวัลแก่สื่อ และควบคุมทิศทางในการเผยแพร่ของสื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนการศึกษารูปแบบ วิธีการ เนื้อหาของตัวสื่อพบว่า การสื่อสารการตลาดภาพยนตร์การ์ตูน เรื่องทาร์ซานมีการใช้สื่อในการเผยแพร่ 2 ประเภท คือ หนึ่ง การใช้สื่อมวลชน ได้แก่ นิตยสาร โทรทัศน์ วิทยุ และสองการไม่ใช้สื่อมวลชน ได้แก่ การใช้ผลิตภัณฑ์เป็นสื่อ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายบริเวณโรงภาพยนตร์ การให้สัมปทาน ฯลฯ สรุปผลจากการวิจัยในครั้งนี้พบว่า ความสำเร็จทางด้านรายได้ของภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องทาร์ซาน มาจากการวางแผนการสื่อสารการตลาดที่ดี และได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่ออย่างกว้างขวาง รวมถึง ตัวภาพยนตร์ และความมีชื่อเสียงของดิสนีย์ด้วย

ที่มา: จุฑาภา ยศสุนทรากุล.(2543).กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดภาพยนตร์อเมริกันของบริษัท ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.

บทคัดย่อ (Abstract) : พัฒนาการของกระแสนิยมภาพยนตร์ เรื่องบางระจันและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดกระแสนิยมในสังคม

      ทรงพล วงษ์คนดี (2543) ได้ทำการศึกษาเรื่องพัฒนาการของกระแสนิยมภาพยนตร์ เรื่องบางระจันและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดกระแสนิยมในสังคม พบว่า กระแสนิยมภาพยนตร์เรื่องบางระจัน ถูกจุดขึ้นโดยฝ่าย การตลาด และฝ่ายประชาสัมพันธ์ของฟิล์มบางกอก ซึ่งได้วางแผนในการประสาน ความร่วมมือกับพันธมิตร ประกอบด้วยโรงภาพยนตร์ องค์กรธุรกิจ สื่อมวลชนและองค์กรที่ดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ทำให้เกิดประสิทธิภาพในกระบวน การทำประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เรื่องบางระจัน ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดกระแสนิยมภาพยนตร์เรื่องบางระจันประกอบด้วย ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกภาพยนตร์ ปัจจัยภายในประกอบด้วย ปัจจัยหลัก ได้แก่ การนำเสนอภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ และปัจจัยเสริมได้แก่ เนื้อหาที่เป็นที่ รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ส่วนปัจจัยภายนอก ประกอบด้วยปัจจัยหลัก ได้แก่ การวางแผนการตลาดและกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ ส่วนปัจจัยเสริม ได้แก่ สื่อมวลชน และบริบททางสังคม

ที่มา : ทรงพล วงษ์คนดี.(2543).พัฒนาการของกระแสนิยมภาพยนตร์ เรื่องบางระจันและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดกระแสนิยมในสังคม.กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

บทคัดย่อ (Abstract) : สภาพการณ์ของภาพยนตร์ไทยในอนาคต : ศึกษาวิเคราะห์จาก ทีมงานสร้าง ผู้ชม และนักวิชาการด้านภาพยนตร์

     รัตนา จักกะพาก (2546) ได้ศึกษาเรื่องสภาพการณ์ของภาพยนตร์ไทยในอนาคต : ศึกษาวิเคราะห์จากทีมงานผู้สร้าง ผู้ชม และนักวิชาการด้านภาพยนตร์ พบว่า
     (1) สภาพการณ์ของภาพยนตร์ไทยในปัจจุบันโดยรวมมีการพัฒนาขึ้นกว่าในอดีต ทางด้านเทคนิคการผลิตเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ส่วนทางด้านเนื้อหาของภาพยนตร์ไทยยังคงวนเวียนเป็นแบบเดิมๆ โดยมีการนำเสนอในรูปแบบใหม่บ้างแต่ยังไม่มากนัก ภาพยนตร์ไทยมีการแข่งขันในประเทศมากขึ้นในลักษณะการเร่งผลิต เร่งขาย โดยเพิ่มจำนวนภาพยนตร์ไทยอย่างมาก แต่คุณภาพด้านเนื้อหาและเทคนิคการนำเสนอยังคงเป็นแบบเดิมๆ ผู้ชมให้ความสนใจไปดูภาพยนตร์ไทยมากขึ้น ตื่นตัวที่จะติดตามภาพยนตร์ไทยมากขึ้น แนวโน้มในอนาคตของภาพยนตร์ไทยจะอยู่ในลักษณะขยายปริมาณแต่คุณภาพยังคงค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้เพราะขาดแนวทางในการพัฒนาที่มีทิศทางและนโยบายชัดเจน
     (2) ปัจจัยที่มีผลต่อสภาพการณ์ของภาพยนตร์มีดังนี้

บทคัดย่อ (Abstract) : ปัญหาอุปสรรคและแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเพื่อการส่งออก

      รักศานต์ วิวัฒน์สินอุดม (2542) ได้ศึกษาเรื่องปัญหาอุปสรรคและแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยประเภทบันเทิงเพื่อการส่งออก กรณีศึกษา : ผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับภาพยนตร์ พบว่า
     (1) ผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับภาพยนตร์ คิดว่าภาพยนตร์ไทยเป็นอุตสาหกรรม เพราะมีกระบวนการผลิตที่ครบวงจร คือ มีการลงทุน การจ้างงาน มีตัวสินค้า มีการส่งเสริมการขาย และมีผู้บริโภค ด้านปัญหาและอุปสรรคของทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเพื่อการส่งออกนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณการผลิตไม่เพียงพอ บทภาพยนตร์ยังไม่มีคุณภาพที่ดีพอ รัฐไม่ให้ความร่วมมือในการถ่ายทำ การตรวจพิจารณาภาพยนตร์ทำให้มีข้อจำกัดมาก ส่วนด้านอุปสรรคในการส่งเสริม ได้แก่ นโยบาย กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับไม่เอื้ออำนวยต่อการผลิต ระบบการเก็บภาษีต่างๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงเกินไป และมาตรการการกีดกันการค้าของต่างประเทศทำให้ภาพยนตร์ไทยส่งออกได้ยาก รวมทั้งการรวมกลุ่มของผู้ทำงานด้านภาพยนตร์ไทยยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ ส่วนความพร้อมของผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับภาพยนตร์นั้น ส่วนมากจะมีปัญหาเรื่องเงินทุนในการสร้าง ประกอบกับควรมีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับภาพยนตร์พร้อมด้วยคุณสมบัติต่างๆเพื่อแก้ปัญหาด้านบุคลากรในทุกๆด้าน
     (2) ความต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลนั้น ต้องการให้รัฐบาลมีการดำเนินการด้านการตลาดให้กับภาพยนตร์ไทย ยกเว้นภาษีหรือลดภาษีเกี่ยวกับเครื่องมืออุปกรณ์เกี่ยวกับภาพยนตร์นำเข้า ยกเลิกหรือแก้กฎหมายให้ยืดหยุ่นมากกว่าเดิมส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยอย่างจริงจัง และให้หน่วยงานต่างๆของรัฐให้การสนับสนุนในต่างประเทศ รวมทั้งมีการศึกษาแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ต่างประเทศเพื่อนำมาเป็นแนวทางสำหรับประเทศไทย ส่วนแนวทางของการส่งเสริมนั้น จะต้องผลิตภาพยนตร์ไทยให้เป็นสากล มีมาตรฐานและคุณภาพเพียงพอจะส่งไปขายได้ รัฐเป็นผู้หาตลาดให้โดยมีหน่วยงานหรือตัวแทนที่มีความ สามารถ ความชำนาญเป็นผู้ทำหน้าที่นี้ ยกเลิกระบบการตรวจพิจารณาภาพยนตร์หรือปรับปรุงให้ทันสมัยเท่าเทียมกับต่างประเทศ การจัดจำหน่ายควรใช้บริษัทของต่างประเทศเพราะมีความรู้ด้านการตลาดดีกว่าของไทย มีการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างจริงจัง มีการศึกษาถึงวิธีการสร้างภาพยนตร์ที่มีคุณภาพ และการดำเนินการด้านการตลาดของต่างประเทศ

ที่มา : รักศานต์ วิวัฒน์สินอุดม.ปัญหาอุปสรรคและแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาพยนตร์ไทยเพื่อ การส่งออก.กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

บทคัดย่อ (Abstract) : ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย

         รักศานต์ วิวัฒน์สินอุดม (2548) ได้ศึกษาเรื่องทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย พบว่า การวางแผนการตลาดสำหรับภาพยนตร์ไทยเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงกลุ่มเป้าหมายคนดู ขนาด ประเภท จุดขายของภาพยนตร์ และฉายในระยะเวลาที่เหมาะสม การวางแผนสื่อที่ดีมีผลต่อการตัดสินใจในการ จูงใจให้ไปชมภาพยนตร์ไทย สื่อป้ายโฆษณาบริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ กระแสปากต่อปาก การวิจารณ์ภาพยนตร์ในแง่บวก ผู้กำกับ ดาราภาพยนตร์ และการจัดอันดับภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูง ล้วนส่งผลต่อการชักจูงคนมาชมภาพยนตร์ นอกจากนี้ควรมีการใช้สื่อเฉพาะให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อลดต้นทุนการซื้อสื่อที่ไม่เป็นประโยชน์และการไร้ประเมินผลการใช้สื่ออย่างที่เคยปฏิบัติมาในอดีต สำหรับผู้ชมส่วนใหญ่ได้แก่กลุ่มวัยรุ่น การศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี เพศหญิงชอบภาพยนตร์ผี และตลก ขณะที่เพศชายชอบภาพยนตร์แอ็คชั่นมากกว่า ส่วนภาพยนตร์ชีวิตทั้งเพศชายและเพศหญิงชื่นชอบเหมือนกัน ต่างต้องการชมภาพยนตร์ไทยเพื่อความสนุกบันเทิงมาก กว่าเหตุผลด้านเนื้อหา ส่วนผู้ชมที่เป็นผู้ใหญ่มักไม่ค่อยนิยมชมภาพยนตร์ไทย แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากสร้างภาพยนตร์ไทยที่มีคุณภาพ ตลาดในประเทศจะตอบรับมากขึ้นและได้รับความสนใจจากตลาดต่างประเทศด้วย สิ่งที่รัฐบาลควรสนับสนุนอย่างจริงจังคือนโยบายส่งเสริมภาพยนตร์ให้เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมเพื่อเผยแพร่สินค้าทางเศรษฐกิจ และควรสร้างความเข้มแข็งในภาคของคนดูให้เป็นผู้แสวงเสพ ไม่ใช่ผู้รอเสพ ตลอดจนส่งเสริมการศึกษาขั้นสูงด้านการเขียนบทภาพยนตร์เพื่อภาพยนตร์ที่มีคุณภาพ

ที่มา : รักศานต์ วิวัฒน์สินอุดม.(2548).ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย.: รายงานผล
การวิจัย. กรุงเทพฯ : คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.